Sunday, June 9, 2013
Foriegn Side and SET 7-06-2556
1)ถ้านับย้อนหลัง 2 ปี 6/06/2011 ตปท. เริ่มเข้ามาลงทุน (เป็นวันที่อ้างอิง FundFlow=0)
2)วันที่ 4/02/2013 เงินสะสม 81,104 ลบ. เป็นจำนวนเงินไหลเข้ามาสะสมสูงสุด
3)วันที่ 7/06/2013 เงินสะสม 23,500 ลบ. เท่ากับวันที่ 4/08/11 และ 10/02/2012 (SET 1112) ซึ่งลดลงจากยอดสะสมสูงสุด 57,600 ลบ.
4)การที่วันนี้สถาบันจึงเข้าซื้อ Net buy +4104 สวนทิศทางการขายจากทุนต่างชาติ -3557
ถือเป็น จุดที่มีนัยสำคัญเพราะเป็นแนวรับสำคัญของกราฟ Accum Funf Flow ที่ 23,500 ลบ. ถ้าไม่มีการขายเพิ่มของต่างชาติ ตลาดก็มีแนวโน้มในทางที่ดีจาก Domestic Buy
จากเส้น DI- ADX ยังแข็งแรงอยู่ อาจจะโดนขายจากนักเก็งกำไรอีกรอบก็เป็นได้ ถ้าเส้นแดง DI- ยังลอยอยู่ข้างบนแบบนี้
ปัจจัยที่ต้องดู
1)ถ้าบาทไม่อ่อนลง
2)ฝรั่งหยุดขาย
3)สัญญาณกราฟดี TF-DAY
การลงทุนมีความเสี่ยง ติดตามดูตลาดอีกทีวันจันทร์ 10 มิ.ย.2556
Saturday, June 8, 2013
Google Reader ใกล้จะยกเลิกในวันที่ 1 July 2013
Google Reader
ใกล้จะยกเลิกในวันที่ 1 July 2013 แล้ว
• ช่วงนี้ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยมีคำแนะนำให้มีการย้าย Blogs
I 'm following ที่เราได้ Subscribed ไว้ให้ไปใช้กับ
Google +
• ส่วน Reader RSS Feed จากการลองใช้งานยังไม่พบตัวที่ถูกใจมาทดแทนเลย
Feature ยังขาดๆเกินๆ อยู่เพราะสิ่งที่เราคุ้นเคยกับ Google
Reader มันสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบจริงๆ
อยากให้มีใครสักรายซื้อ Module Google Reader ไปทำต่อน่าจะดี
• จากการลองใช้งาน Feedly มาสักระยะ
ก็เห็นว่าหน้าตาสวยใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน
แต่ถ้าวันข้างหน้าต้องย้ายไปใช้งานกับตัวอื่น ปัญหาอาจจะตามมาได้เพราะยังไม่เห็นฟังก์ชั่น
Export RSS Subscribed List อาจจะทำให้ผู้ใช้งานต้องมาเพิ่มรายการเองทีละเวปก็เหนื่อยน่ะครับ
• NewBlur ก็จำกัดจำนวนของ Subscribtion List แค่ 64 website ซึ่งน้อยเกินไป ถ้าต้องการมากกว่านั้นก็ต้องเป็นสมาชิก 24 usd/yr (2 usd/mo)
ผู้อ่านท่านใดพบสิ่งดีๆ ก็แนะนำกันบ้าง ผมก็ยังคงหาตัวที่ใช้งานเหมาะๆ ต่อไป
Wednesday, May 29, 2013
คุณภาพของกำไร (Quality of Earnings) โดย Invisible Hand
คุณภาพของกำไร (Quality of Earnings) โดย Invisible Hand
เพื่อนๆหลายคนอาจจะเคยสงสัย ว่า หุ้นบางตัวทำไม p/ e ต่ำมาก แต่เมื่อซื้อไปแล้ว ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน บางตัวอาจจะต่ำกว่าพื้นฐานจริง ๆ แต่หลายๆตัวอาจจะซื้อขายอยู ่ในระดับราคาที่เหมาะสมแล้ว เพราะตัวที่กำหนด p/e ปัจจัยหนึ่งคือ “ คุณภาพของกำไร ” ครับ
คุณภาพของกำไรจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ครั บ
1. แนวโน้มของความสม่ำเสมอของก ำไร หุ้นบางตัวอาจจะมีกำไรดีเพี ยงปีใดปีหนึ่งหรือชั่วครั้ง ชั่วคราว และมีผลการดำเนินงานย้อนหลั งไม่สม่ำเสมอ เช่น บางปีกำไรน้อย บางปีกำไรมาก หรือบางปีขาดทุน บางปีกำไร หุ้นประเภทเหล่านี้มีคุณภาพ ของกำไรต่ำครับ หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นว ัฎจักร ที่มีผลการดำเนินงานขึ้นลงต ามรอบของราคาผลิตภัณฑ์ หรือเป็นหุ้นที่มียอดขายแปร ผันตามเศรษฐกิจมากๆ หรืออาจจะเป็นหุ้นที่เกี่ยว ข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส ูง เช่น หุ้นที่ต้องใช้แร่ธาตุเป็นส ัดส่วนสูงในการผลิต หรือหุ้นการเกษตรที่กำไรในแ ต่ละปีมีความสัมพันธ์กับราค าวัตถุดิบ ดินฟ้าอากาศ หรือโรคระบาด หุ้นเหล่านี้ถือว่ามีคุณภาพ ของกำไรต่ำครับ
ส่วนหุ้นที่มีคุณภาพของกำไร สูง คือหุ้นที่มีความสม่ำเสมอแล ะต่อเนื่องของกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำไรสา มารถเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วย หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นท ี่มีความนิยมในตัวแบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์สูงและลูกค้าม ักจะมีการซื้อซ้ำ หรือมีต้นทุนในการ switching ไปใช้สินค้าคู่แข่งสูง นอกจากนี้ยังรวมถึงหุ้นที่ม ีฐานรายได้มั่นคงจากการให้เ ช่า ซึ่งหมายความว่าหากลูกค้าเด ิมยังอยู่ รายได้ในปีนี้จะเป็นฐานของป ีต่อไป และหากมีลูกค้าเพิ่มหรือมีก ารขยาย ก็จะทำให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้ นไปตลอด
2. รูปแบบการรับรู้รายได้ หุ้นบางตัวมีการเพิ่มขึ้นขอ งรายได้และกำไรสูง แต่รายได้ทั้งหมดเป็นลูกหนี ้การค้า คือ ให้เครดิตกับลูกค้า หุ้นประเภทนี้มีแนวโน้มที่จ ะมีคุณภาพของกำไรต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระยะเว ลาที่ให้เครดิตกับลูกค้านาน กว่าระยะเวลาการได้รับเครดิ ตจากเจ้าหนี้การค้าด้วย (A/R day ต่ำว่า A/ P day) หุ้นประเภทเหล่านี้เวลารายได้เ พิ่มขึ้นจะต้องใช้เงินทุนหม ุนเวียนสูง และมีความเสี่ยงจากการเกิดห นี้สูญในอนาคตด้วย นอกจากนี้ หากหุ้นดังกล่าวมี net margin คืออัตรากำไรเทียบยอดขายต่ำ ก็จะยิ่งทำให้คุณภาพของกำไร แย่ลงไปอีก เนื่องจากแสดงว่าการจะได้มา ซึ่งกำไรเพิ่มขึ้น 1 บาท จะต้องใช้ยอดขายเพิ่มจำนวนม าก ซึ่งต้องหมายความว่าจะใช้เง ินทุนหมุนเวียนสูงกว่าหุ้นท ี่มี net margin สูง
หุ้นที่มีการรับค่าสินค้าแล ะบริการเป็นเงินสด หรือจากแหล่งที่มีความน่าเช ื่อถือสูง เช่น จากผู้ให้บริการบัตรเครดิต จะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำ ไรสูงกว่า
3. หุ้นที่ต้องการใช้เงินลงทุน สูงในการเพิ่มกำไร ธุรกิจบางประเภทหากต้องการเ พิ่มกำไร จะต้องมีการลงทุนใหม่ๆอยู่ต ลอดเวลา ซึ่งทำให้กำไรที่ได้ในปีปัจ จุบันจะต้องถูกเก็บไว้สำหรั บลงทุนใหม่ๆตลอดเวลาเพื่อเพ ิ่มยอดขาย หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นท ี่เรียกว่า capital intensive ถือว่ามีแนวโน้มของคุณภาพกำ ไรที่ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นธุรกิจที่การขยายโคร งการให้ผลตอบแทนโดยวัดจาก IRR หรือ ROA ไม่สูงนัก เมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนต่ ำ ก็จะทำให้ต้องใช้เงินทุนสูง ในการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วย หุ้นดังกล่าวมักจะต้องมีต้น ทุนคงที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จ ะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้นหุ้นประเภทนี้ หากรายได้ลดลงเมื่อไหร่ กำไรจะลงเร็วมาก เพราะต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ ้นไปแล้วจะไม่ลดลง หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะต้อ งมีเงินกู้ระดับสูงตลอดเวลา จึงทำให้มีความเสี่ยงทางการ เงินสูง นอกจากนี้จะส่งผลต่ออัตรากา รจ่ายเงินปันผลด้วย กล่าวคือ หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะมี p/ e ต่ำ แต่มี dividend yield ต่ำเช่นกัน หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะเป็นหุ ้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตส ินค้าที่ไม่มีแบรนด์ของตัวเ อง
หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรที่ต ่ำมากไปอีกคือ หุ้นที่จะต้องมีการลงทุนตลอ ดเวลาเพื่อรักษารายได้และกำ ไรให้คงที่ หุ้นประเภทนี้มักจะเป็นหุ้น ที่กระบวนการผลิตมีการเปลี่ ยนแปลงของเทคโนโลยีเร็วมาก ดังนั้นหุ้นประเภทดังกล่าวน อกจากกำไรจะแทบไม่เพิ่มแล้ว ปันผลก็จะอยู่ในระดับต่ำตลอ ดเวลา นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการลงทุน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงห รือก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทันอ ีกด้วย
หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า หุ้นธนาคาร ก็เป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำ ไรค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ ปัจจุบันธนาคารมีต้นทุนเงิน ฝาก 2% โดยประมาณ และปล่อยกู้ได้เฉลี่ย 6% ดังนั้นผลตอบแทนของสินทรัพย ์หลังหักค่าใช้จ่ายจะอยู่ปร ะมาณ 3% ดังนั้น การที่ธนาคารจะมีกำไรเพิ่มข ึ้น 3 บาท จะต้องเพิ่มสินทรัพย์ถึง 100 บาท โดยสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นก็ มีความเสี่ยงด้วยเพราะเป็นล ูกหนี้ธนาคาร ดังนั้นก็เท่ากับว่าหากลูกห นี้ 100 บาท ที่เพิ่มมานั้น สามารถชำระได้เพียง 50 บาท ก็เท่ากับว่า ธนาคารต้องทำงานเพื่อชดเชยเ งินให้กู้ที่หายไปถึง 16 ปี
หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงค ือ หุ้นที่สามารถเพิ่มรายได้แล ะกำไร โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือลง ทุนค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้แ ละกำไรที่เพิ่มขึ้น
ข้อสังเกตของหุ้นที่มีคุณภา พของกำไรต่ำก็คือ แม้ว่า p/ e จะต่ำ แต่ก็จะมีอัตราการจ่ายปันผลที่ ต่ำ และจำนวนหนี้สินไม่ลดลง หรือเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และท้ายสุดอาจจะต้องเพิ่มทุ นเพื่อนำเงินมาขยายกิจการ และหุ้นทึ่มีคุณภาพของกำไรต ่ำ หลายบริษัทไม่สามารถยืนได้ใ นระยะยาวๆ วันหนึ่งมักจะพบกับปัญหาต่า งๆ เช่น หนี้สูญ ภาวะถดถอยของธุรกิจที่ทำให้ ต้องมีปัญหาด้านการชำระเงิน กู้ หรือการลดลงของรายได้หรือกำ ไรอย่างรวดเร็วที่เกิดจากปั จจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขอ งราคาวัตถุดิบ ปัจจัยด้านธรรมชาติหรือโรคร ะบาดต่างๆ ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของก ำไร ยังมีประเด็นปลีกย่อยอยู่บ้ าง และผมอาจจะเสริมอีกที หวังว่ากระทู้นี้คงจะเป็นคำ ตอบสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมหุ้นบางตัว p/e ต่ำแต่ไม่น่าซื้อ หรือหุ้นบางตัว p/ e สูง แต่ทำไมยังขึ้นไปอีกเรื่อยๆครั บ
คุณภาพของกำไร
คเชนทร์ เบญจกุล (Invisible Hand)
ที่มา : http://www.thaivi.com/ webboard/ viewtopic.php?t=16119
เพื่อนๆหลายคนอาจจะเคยสงสัย
คุณภาพของกำไรจะมากหรือน้อย
1. แนวโน้มของความสม่ำเสมอของก
ส่วนหุ้นที่มีคุณภาพของกำไร
2. รูปแบบการรับรู้รายได้ หุ้นบางตัวมีการเพิ่มขึ้นขอ
หุ้นที่มีการรับค่าสินค้าแล
3. หุ้นที่ต้องการใช้เงินลงทุน
หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรที่ต
หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า หุ้นธนาคาร ก็เป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำ
หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงค
ข้อสังเกตของหุ้นที่มีคุณภา
คุณภาพของกำไร
คเชนทร์ เบญจกุล (Invisible Hand)
ที่มา : http://www.thaivi.com/
หุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ โดย Invisible Hand
หุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ โดย Invisible Hand
หุ้นประเภท economic cyclical นั้นไม่ได้มี five force model ที่ดีมากนักเนื่องจากจะถูกก ดดันจากแรงบีบของลูกค้าเมื่ อลูกค้าได้ order เพิ่มเพราะลูกค้ามักจะใหญ่ก ว่าตัวเอง
ที่นี้ หุ้นแต่ละตัวก็คงจะมี model ที่แตกต่างกันรวมไปถึง pe ที่แตกต่างกันด้วย
เท่าที่สังเกตุมีหุ้นที่ pe ค่อนข้างจะสูงอยู่สองตัวคือ stanly ,sat
ผมดูแล้วมีความคล้ายกันในแ่ ง่ของ roe ที่สูงกว่า 20% เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีย้อนหลัง
คำถามคือ
1 roe ที่สูงโดยเฉลี่ยน่าจะมีส่วน ที่ทำให้หุ้น pe สูงด้วยใช่หรือไม่เนื่องจาก มันสะท้อนถึงโครงสร้างทางกา รเงินที่เหมาะสมและผลตอบแทน ที่กลับมาในส่วนของผู้ถือหุ ้นได้ค่อนข้างดี
- ครับ ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ หุ้นที่มี roe ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหลายตัว ก็เกิดจากการไม่มีหนี้เลยแล ะอีกทั้งอาจจะสะสมเงินสดไว้ กับตัวมากเกินไปด้วยครับ รวมถึงหลายตัวก็มีประสิทธิภ าพในการทำกำไร ( net margin ) และประสิทธิภาพการใช้สินทรั พย์ ( ROA ) ที่ต่ำ
2.stanly มี roe ที่สูงและ d/e ที่ต่ำแต่ sat มี roe ที่สูงและ d/e ที่สูง
นั้นแสดงว่า roe ของ sat มีโอกาศเกิดจากการที่ใช้ equity น้อยเมื่อเทียบกับ debt
ดังนั้น roe ของ sat คุณภาพไม่น่าจะสู้ของ stanly ได้ ไม่ทราบว่าคิดว่าเกี่ยวหรือ ไม่
- ถ้า ROE เท่ากัน หุ้นที่ D/ E ต่ำกว่าจะน่าสนใจกว่าเพราะแสดง ว่ามี ROA สูงกว่าครับ และมีความเสี่ยงทางการเงินน ้อยกว่า ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือน port การลงทุน 2 พอร์ต ให้ผลตอบแทนการลงทุน 40% ต่อปีเท่ากัน พอร์ตแรกไม่ใช้ margin loan เลย แต่ port ที่ 2 ใช้ margin 70-80% พอร์ตแรกย่อมดีกว่าครับเพรา ะเสี่ยงน้อยกว่าและมี roa สูงกว่า
3.ในทางกลับกันถ้าเราเจอบริ ษัทที่ d/ e ต่ำแต่ roe สูงในที่นี้ผมสมมุติคำว่าต่ำคื อ น้อยกว่า 0.5 ลงไป เราจะสามารถพูดได้ไหมว่านี้ คือบริษัทที่มีความสามารถใน การทำกำไรที่ดีแต่มีโครงสร้ างทางการเงินที่ conservative เกินไปเพราะถ้าบริษัทกู้มาก ขึ้นและใช้ส่วนของทุนน้อยลง จนทำให้ d/ e สูงขึ้นไป .8-.9 บริษัทก็ยังไม่ถึงขั้นเสี่ยงแต ่ผู้ถือหุ้นจะได้ return สูงขึ้น กรณีตัวอย่างบริษัทนี้คือ stanly
- ต้องดูประเภทธุรกิจด้วยครับ ธุรกิจที่ high operation risk คือ พวกที่เป็น economic cyclical ไม่ควร take financial risk มากไปครับ อย่างกลุ่ม auto ก็ถือว่าเป็น economic cyclical ครับ คล้ายๆ กับว่าถ้าเรามีอาชีพที่มีรา ยได้สูงแต่ไม่มั่นคง ถ้าจะซื้อบ้านซื้อรถควรซื้อ เงินสดหรือถ้าผ่อนควรจะผ่อน ให้สั้นที่สุด ยกตัวอย่างเช่น นักกีฬาหรือดารา ไม่ควรซื้อบ้านเงินผ่อน 30 ปีครับ ธุรกิจที่จะ take D/ E ได้สูงๆ คือธุรกิจที่เป็นสินค้าอุปโภคบ ริโภคจำเป็น ( low economic cylical ) หรือหุ้นที่มีรายได้จากค่าเ ช่าที่ค่อนข้างมั่นคงเช่น CPN Ticon หรือ SF ครับ
อีกธุรกิจหนึ่งที่มี operating risk สูงแต่กลับมี D/ E สูงซึ่งเสี่ยงมากคือ สถาบันการเงิน เพราะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจะมี NPL เกิดขึ้นมากในขณะที่ D/ E ของสถาบันการเงินสูงถึง 5-10 เท่า ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่พอเกิดว ิกฤติเศรษฐกิจทีไรจะต้องมีส ถาบันการเงินล้มละลายหรือปิ ดตัวไป แม้จะอยู่รอดได้แต่ราคาหุ้น ก็ตกต่ำมากและจำเป็นต้องเพิ ่มทุน แม้แต่สถาบันการเงินในสหรัฐ ก็หนีไม่พ้น ดังนั้นถ้าจะซื้อหุ้นแบบถือ ลืมถือยาวไม่ควรไปถือหุ้นสถ าบันการเงินครับเพราะเป็นหุ ้นที่ไม่ปลอดภัยในภาวะวิกฤต ิ
อีกพวกที่ มี high operating risk แต่ high p/ e ( financial risk ) ก็คือหุ้นโรงกลั่นและสายการบิน ครับ ถ้าไปดู track record หุ้นเหล่านี้จะไม่ค่อยให้ long term return ที่ดีเท่าไหร่ครับ
4.การดู roe ของหุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นที่ ตลาดจะตีค่า pe ให้สูงเช่นบริษัท spali ที่มี pe ค่อนข้างต่ำแต่มี gm ที่สูงและ roe ที่สูงแต่พอไปดูตัวเลขเช่น inventory turnover แล้วค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบก ับบริษัทเช่น ps จุดนี้จะสะท้อนถึงงบกระแสเง ินสดได้ใช่ไหมว่าบริษัท develop ที่มีการขายเร็วและ stock น้อยจะมีเงินสดสูงกว่าจึงทำ ให้ pe ของ ps สูงกว่า แบบนี้เราจะบอกได้หรือไม่ว่ าหุ้น develop นั้น roe ,gm อาจจะเป็นประเด็นรองสำหรับต ลาดในการให้ pe ถ้าเทียบกับความสามารถในการ ขายเร็วและบริหาร stock
- ถ้า Roe สูงแต่ inventory turnover ต่ำก็จะทำให้การเติบโตต้องใ ช้ working cap มากซึ่งก็จะทำให้ D/ E สูงขึ้นและอาจจะนำมาซึ่งการจ่า ยปันผลใน % ที่ลดลงและตามมาด้วยการเพิ่ มทุนได้ครับ กรณีของ ps สามารถเติบโตได้ด้วยการพยาย ามลด inventory turnover ลงไปมากจึงทำให้เพิ่มยอดขาย ได้มากโดยที่ D/ E เพิ่มไม่มากเกินไปและทำให้ไม่จ ำเป็นต้องเพิ่มทุน
5.ในทางกลับกันการตีค่าของ pe ที่ตลาดให้ในหุ้นอิเล็กทรอน ิก ไม่แน่ใจว่าจะขึ้นอยู่กับปร ะเด็นไหน เช่น kce มี gross margin ที่สูงระดับเกิน 20% มาจากความสามารถในการบริษัท จัดการที่ดีขึ้นของเสียลดลง แต่ดูเหมือนตลาดจะให้ pe ไม่สูงเท่าหุ้นพวก hana delta smt ซึ่งในกรณีนี้ผมเดาว่าตลาดค งเห็นว่าความสามารถในการทำก ำไร และ roe ของ kce สู้หุ้นตัวอื่นที่กล่าวมาไม ่ได้เพราะวัดจาก roe ย้อนหลังหลายๆปีแล้ว roe ของ kce เพิ่งจะมาดี ดังนั้นเราพอจะสรุปได้ไหมว่ า หุ้นกลับตัวหรือมีการบริหาร จัดการที่ดีขึ้นแม้ว่าอัตรา การทำกำไรเช่น gm จะสูงมากแทบเรียกได้ว่าสูงท ี่สุดแต่ตลาดก็อาจมองว่าไม่ stable จึงไม่ปรับ pe
กรณีนี้นำมาซึ่งคำถามคือ
5.1ถ้า kce สามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้ นที่สูงต่อเนื่องได้พี่ ih คิดว่าเขาจะมีโอกาศได้ปรับ pe ไปเท่าตัวอื่นไหม หรือต้องดูว่าใครมี capex ในการรักษาความสามารถทางการ แข่งขันสูงและต่อเพิ่มเติมห รือมีประเด็นไหนเพิ่มเติมอี ก
- ที่ kce มี p/e ไม่สูงนัก น่าจะมาจาก 2 สาเหตุหลัก อย่างแรกคือ D/ E ที่ 2 เท่ากว่าๆ สูงเกินไปสำหรับหุ้นในกลุ่มนี้ ที่รายได้มีความผันผวนกับเศ รษฐกิจโลก ซึ่งการที่มี d/ e สูงทำให้มี fixed cost คือ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่อรายได้ใน สัดส่วนที่สูงกว่าหุ้นคู่แข ่ง ซึ่งหากรายได้ลดลงก็เสี่ยงท ี่จะขาดทุนได้ สาเหตุที่ 2 ก็เกี่ยวข้องกับสาเหตุแรกอย ู่บ้างคือ การที่ kce มีประวัติการทำกำไรที่เคยขา ดทุนสลับกับกำไรมาก่อนเลยทำ ให้นักลงทุนไม่มั่นใจในความ ต่อเนื่องของการทำกำไรจึงไม ่กล้าให้ p/e สูงขึ้นครับ นอกจากนี้การที่ d/ e ของ kce สูงขนาดนั้นน่าจะสะท้อนว่า kce น่าจะเป็นหุ้นที่ต้องมีการลงทุ นสูงเพื่อขยายการผลิตหรือเพ ื่อรักษาความสามารถในการแข่ งขันครับ
5.2ในทางกลับกันดูเหมือน smt จะ pe สูงมากทั้งๆที่เพิ่งเข้าตลา ดได้ไม่นาน ผมคิดว่าอาจจเพราะเป็นบริษั ทสามารถสื่อให้กับนักลงทุนเ ข้าใจว่าบริษัทอจะสามารถเจา ะสินค้าที่เป็น high growth ได้ ไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไ รครับ
- ดาราที่รับงาน presentor มากที่สุด อาจจะไม่ใช่ดาราที่หน้าตาดี ที่สุดหรือนิสัยดีสุดก็ได้ค รับ เรื่องการสร้างภาพลักษณ์และ สร้างเสน่ห์ความตื่นเต้นก็ส ำคัญ จะเห็นได้เลยว่าดาราระดับ top ที่มีสินค้าในมือมากๆ จะต้องมีข่าวออกสื่อประจำไม ่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวเม าท์ก็ตาม สำหรับหุ้นที่ถามมานี้ตั้งแ ต่เข้าตลาดก็มี growth ให้เห็นและผู้บริหารก็ทำการ สื่อสารกับนักลงทุนได้ดีครั บ หุ้นที่มี p/ e สูงก็แสดงว่านักลงทุนคาดหวังกา รเติบโตอยู่พอสมควร ส่วนราคาหุ้นระยะยาวจะเป็นอ ย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษ ัทจะ deliver growth ได้ตามที่นักลงทุนคาดหวังไว ้ ( ค่อนข้างสูง ) ได้หรือเปล่า
6.กรณีหุ้น cpf นั้นทำให้ได้เห็นว่าหุ้น cycle ในยุคหลังได้เปลี่ยนไปเพราะ cycle เกษตรใครๆก็บอกว่าสั้น cpf ไม่เคยทำกำไรได้ดีติดต่อกัน สองปี แต่ปรากฏว่าหักปากกาเซียนก็ คือ ราคาหมูไก่ของปี 2010 สูงต่อเนื่องและกำไรก็ทำ new high ซ้ำพร้อมกับราคาหุ้นที่ขึ้น ไปต่อจากจุดที่ทุกคนมองว่าแ พงแล้วอีกเป็นเท่าตัว
ในทางกลับกันบริษัทแพ็คเกจจ ิ้งอย่าง ptl aj นั้นถ้าคนซื้อซื้อตอน pe ต่ำมากๆช่วงที่หุ้นลงไป bottom ปลายปี 2008-ต้นปี2009 ตอนนั้น pe จะต่ำมากแต่ได้ราคาต่ำและรา คาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปแรงมากแล ะถ้าขายที่จุดพีค pe ก็ค่อนข้างสูง สูงในที่นี้นับทั้งกำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังและกำไรคาดกา รณ์จบปี 2553
ดูเหมือนกับว่าหลักการซื้อห ุ้น cycle ที่ ลินบอกว่าซื้อตอน pe สูงๆขายตอน pe ต่ำๆจะใช้ไม่ได้กับหุ้น cycle รอบล่าสุด
ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรคร ับ
- CPF ถ้ามอง 5-10 ปีย้อนหลังจะเห็นว่ารายได้เ ติบโตมาตลอด และตัวธุรกิจเองก็มีความได้ เปรียบในการแข่งขันสูงมากเม ื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีขนา ดเล็กกว่ามาก ซึ่งก็ควรจะดีมานานแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ CPF ไม่ perform มาตลอดก็คือ net margin ที่ต่ำและผันผวนทำให้เกิดคว ามไม่มั่นคงของกำไร แต่ตั้งแต่ปี 52 เป็นต้นมา CPF มี net margin ที่สูงขึ้นตามลำดับและเริ่ม มีความมั่นคงของกำไรมากขึ้น รวมถึงทางผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ม ีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญข องราคาหุ้นหรือ wealth ในตลาดหุ้นมากขึ้นมาก จึงทำให้นักลงทุน re-rated p/e มาเป็น p/ e ของหุ้นจากหุ้น cyclical ที่มีกำไรไม่แน่นอนที่มักจะได้ p/ e ต่ำมาเป็นหุ้น food ที่มีกำไรค่อนข้างแน่นอนและได้ p/ e สูงขึ้นตาม แต่ระยะยาวๆ ก็คงต้องดูความสม่ำเสมอของกำไร อีกทีครับว่าสิ่งที่นักลงทุ นคิดจะเป็นไปตามนั้นไหม แต่การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่สนใ จเรื่อง wealth มากขึ้นนั้นช่วยได้เยอะเลยค รับ ตามที่ผมเคยเขียนบทความเรื่ อง ? Wealth หลักของผู้ถือหุ้น ? น่ะครับ
7.ในมุมกลับกันหุ้น psl ที่ต้นปี 2003 มีกำไรปี 2002 ประมาณ 400 กว่าล้าน market cap 500 เศษๆ pe ก็แค่ 1 เท่าเศษและหุ้นขึ้น 20 กว่าเด้งในปีเดียว ถึงแม้กำไรปี 2004 จะโตต่อจาก ปี 2003 แต่หุ้นก็ไม่ได้ขึ้นต่อแล้ว ซึ่งก็กลายเป็นว่าขายปี 2003 ปลายปีดีกว่า ซึ่งก็เข้าข่ายซื้อหุ้น cycle pe ถูกไปขายตอน pe แพงเช่นกัน
ซึ่งต่างจากหลักการที่คนส่ว นใหญ่พูด
ไม่ทราบมีมุมมองว่าอย่างไรค รับ
- Psl นั้นมาจากจุดที่นักลงทุนแทบ จะลืมไปแล้วว่ามีหุ้นกลุ่มเ รือในตลาดหุ้น และไม่มีใครสนใจทำการวิเครา ะห์จริงจังเลย ดังนั้น psl จึง trade ที่ p/ e ต่ำในช่วงที่ธุรกิจกำลัง bottom out จึงทำให้คนที่ลงทุนในช่วงนั้นจ ึงได้กำไรค่อนข้างมากและหลั งจากนั้นหุ้นกลุ่มเรือก็เป็ นที่รู้จักมากขึ้น
ถ้าเรามาดูในปัจจุบันแม้ว่า หุ้นกลุ่มเรือจะอยู่ในวัฎจั กรขาลง แต่หุ้นเรือก็ยังถูกติดตามใ นระดับหนึ่งและยังมีบทวิเคร าะห์ติดตามอยู่พอสมควร ถึงทำให้ p/ e หุ้นเรือในปัจจุบันอยู่ในระดับ ที่สูงคือประมาณ 20 เท่า ( คิดเฉพาะกำไรจากการดำเนินงา นโดยไม่รวมกำไรจากการขายเรื อ ) เพราะนักลงทุนเชื่อว่าเมื่อ กำไรดีขึ้น p/ e ก็จะลดลงมาเอง ดังนั้นขาลงรอบนี้ต่างจากรอบที ่แล้วเพราะรอบนี้ยังมีคนสนใ จอยู่พอสมควรเพราะภาพการทำก ำไรหลายๆ เท่าของขาขึ้นรอบก่อนยังติด ตาติดใจอยู่ครับจึงทำให้ราค าหุ้นและ p/ e ไม่ได้ลดลงไปมาก แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าวัฎจักรเรือยังห่าง ไกลจากจุดต่ำสุดเยอะครับเพร าะค่าระวางเรือต่อวันในปัจจ ุบันยังอยู่ที่ 9,000-10,000 เหรียญต่อวันซึ่ง bottom รอบก่อนค่าระวางเรือลงไปถึง 4,000-5,000 ต่อวัน ซึ่งค่าระวางเรือในปัจจุบัน ที่ 1 หมื่นเหรียญนั้นยังไม่ได้ทำ ให้เรือเก่าที่มีอายุ 30 ปีปลดระวางเลยเพราะ cash operating cost ของการเดินเรืออยู่ที่ 4-5 พันเหรียญจึงทำใหเรือเก่าๆ ที่หมดภาระค่าเสื่อมและดอกเ บี้ยแล้วสามารถวิ่งได้สบายๆ เมื่อเรือเก่าไม่ปลดระวางใน ขณะที่เรือที่สั่งต่อใหม่ยั งเข้ามาเรื่อยๆ ก็ทำให้ค่าระวางเรือก็ไม่สา มารถเป็นขาขึ้นได้ครับเพราะ ยังอยู่ในภาวะ oversupply (ซึ่งวัฎจักรเรืออาจยาวมากก ว่าที่ีเราคาดกัน)
8 ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ เรื่องการฟื้นตัวของหุ้นหลั งจากปลายปี 2008 ครับ คือเนื่องจากว่าหุ้นในหลายๆ กลุ่มที่ตัวฟื้นตัวแรงที่สุ ดก็คือตัวที่มี d/e สูงกว่าตัวอื่นค่อนข้างมาก
ผมยกตัวอย่างนะครับ sat ตอนนั้น d/e 1.48 เท่าในขณะที่ stanly มี d/e 0.24 เท่าสำหรับงบปี 2551 แต่ sat ขึ้นจาก bottom 10 เด้ง stanly 4 เด้งกว่า
พอมาดูในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอ นิก kce ขึ้นเยอะสุดเลยครับ 13 เด้ง แต่ตอนนั้น kce มี d/e 3 เท่าถือว่าสูงที่สุดเช่นกัน
หรืออย่างการบินไทย ตอนนั้นสภาพคล่องแทบเอาตัวไ ม่รอดแต่ขึ้นจาก bottom ขึ้นมาได้ถึง 8 เด้ง
โดยส่วนตัวผมคิดว่าในเวลาที ่เราไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะแ ย่นานแค่ไหนเราควรเลือกหุ้น ที่งบแข็งแกร่งไว้ก่อนแต่เม ื่อเราเห็นสัญญาณฟื้นตัวเรา ควรย้ายตัวไปเล่นตัวที่มี d/ e สูงแทนเนื่องจากหุ้นพวกนี้ตอนย ังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุ โมงค์ราคาหุ้นจะลงลึกกว่าพว กงบการเงินดีแต่เมื่อมีสัญญ าณฟื้นตัวมันก็ทะยานได้ไกลก ว่า และเมื่อยอดขายกลับมาดีการท ี่หุ้นพวกนี้คืนหนี้ได้ ก็มี room ในการ improve ตัวเองได้มากกว่าหุ้นที่งบก ารเงินดีด้วย
ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นอย่างไรในประเด็น นี้ครับ
- การขายหุ้น defensive ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน ้อยและปรับตัวลงน้อยไปซื้อห ุ้นที่ได้รับผลกระทบมากและป รับตัวลงมากก็เป็นกลยุทธ์ที ่สร้างผลตอบแทนได้สูงในช่วง ที่ตลาดผ่านจุดที่ลงหนักๆ มาแล้ว ซึ่งก็เป็นสิ่งที Buffet ก็ทำครับ Buffet ก็ขายหุ้นอุปโภคบริโภคมาซื้ อหุ้นสถาบันการเงินในช่วง subprime ครับ อย่างไรก็ตามก็มีข้อแม้อยู่ ว่าบริษัท high d/ e ที่ราคาตกต่ำลงมากๆ จะต้องไม่เจ๊งหรือโดนลดทุน หรือจะไม่ต้องโดนแปลงหนี้เป็นท ุนจนทำให้ dilute มากเกินไปด้วยนะครับ อย่าง crisis ครั้งที่ผ่านมาแม้ว่าหุ้นจะ ลงลึกแต่ก็ฟื้นเร็วและเป็นส ิ่งที่อยู่นอกประเทศผลกระทบ มาที่บ้านเราจึงไม่มากเท่าต อนปี 40 ครับ
9.เรื่องของ model dcf ที่แปลงเป็นค่า pe เช่น
ถ้าบริษัทได้เจ้าหนี้การค้า นานก็จะมี cash flow ที่ดีและทำให้ model dcf ได้มูลค่าสูง และทำให้ pe สูงแต่จริงๆแล้วพอเราทำ dcf ในระยะยาวบริษัทก็ต้องคืนเง ินเจ้าหนี้อยู่ดีและบริษัทท ี่มี กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เป็นบวกเยอะๆเพราะมีรายการเ จ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นก ็ไม่สามารถปันผลได้มากกว่าก ำไรเพราะจะทำให้ส่วนของทุนล ดลงจนถึงจุดนึงก็จะปันผลไม่ ได้ ถูกไหมครับ
- ก็เป็นประเด็นที่ดีครับ เต็มที่ก็ปันผลได้เท่ากับกำ ไรครับ หรือมากกว่ากำไรได้เป็นบางป ีครับ ไม่มีบริษัทใดสามารถปันผลได ้มากกว่ากำไรในระยะยาวๆ ครับเพราะจะทำให้ equity ลดลงเข้าใกล้ 0 ครับ ดังนั้น model DCF ของหุ้นค้าปลีกถ้าเอาแบบ conservative ก็ควรจะ discount net profit ไปเลย หรือใช้เป็น dividend discounted model ครับ
แต่สิ่งที่ตลาดให้ pe กับหุ้นค้าปลีกก็คือให้สูงซ ึ่งดูสอดคล้องกับ model ที่ว่ามา
สิ่งที่ผมคิดคือการที่บริษั ทได้เจ้าหนี้การค้าสูงๆนั้น สะท้อนถึงอำนาจต่อรองที่มีม ากและสะท้อนถึงความเสี่ยงที ่น้อยกว่าในเรื่องของ cash cycle และบริษัทก็บริหารได้ง่ายกว ่า เพียงแต่มองดูแล้วการได้เจ้ าหนี้การค้าที่พอเข้า dcf model แล้วสุดท้ายก็ต้องคืนเงินเจ ้าหนี้และปันผลจากส่วนนี้ไม ่ได้ก็เลยอยากฟังความเห็นขอ งคุณ ih ในเรื่องนี้ดูบ้างน่ะครับ
- ผมคิดว่า p/ e ของหุ้นค้าปลีกที่ได้สูงๆ นั้นน่าจะสะท้อน growth มากกว่า ถ้าจะสังเกตหุ้นค้าปลีกที่ได้ p/ e ค่อนข้างสูงอย่าง CPALL HMPRO Robins ก็ไม่ใช่หุ้นที่ปันผลสูงมากนัก แต่มี growth ที่ดีมากระดับ 20-40% ต่อปีในช่วงนี้ และหุ้นที่ปันผล 100% ของกำไรแต่โตไม่มากก็ไม่ได้ p/ e สูงเท่าไหร่ครับ แต่ใครสนใจคิดจะลงทุนหุ้นเหล่า นี้ที่ p/ e 25-30 เท่าก็คงจะต้องใช้ความระมัดระว ังเพิ่มขึ้นครับเพราะแทบไม่ มีหุ้นตัวไหนที่จะโตได้ 20-30% ต่อปีได้ตลอดไปครับ
10.ในมุมกลับกัน model dcf ที่ว่าถ้ามีลูกหนี้การค้าน้ อยจะทำให้มีกระแสเงินสดดีเม ื่อเทียบกับบริษัทที่มีลูกห นี้การค้าเยอะๆซึ่งจะส่งผลใ ห้ fcf สูงและ pe สูง แต่อีกมุมนึงถ้าบริษัทอยากท ี่จะเติบโตเร็วในแง่ของยอดข ายและกำไรการที่ยอมมีลูกหนี ้การค้าเพิ่มขึ้นบ้างคงจะทำ ให้บริษัทเติบโตได้ง่ายกว่า การเข็มงวดกับการเพิ่มขึ้นข องลูกหนี้การค้ามากเกินไป เรื่องลูกหนี้การค้า่ถ้าในภ าวะที่เศรษฐกิจดีโอกาศที่จะ มีหนี้สูญมากๆคงจะน้อย ดังนั้นหุ้นที่ยอมมีลูกหนี้ เยอะหน่อยแต่ยอดขายโตได้เร็ วกำไรโตเร็วหุ้นคงมีโอกาศขึ ้นในเร็วกว่าหุ้นที่ conservative เรื่องลูกหนี้มากเกินไป
ผมเลยมองว่าถ้าดูจาก model dcf ลูกหนี้เยอะเป็นสิ่งที่จะกด ให้ fcf ต่ำ
แต่ในแง่ของนักลงทุนส่วนใหญ ่ที่ชอบเห็นกำไรโตเร็วๆ การที่มีลูกหนี้การค้ามากขึ ้นเท่ากับยอดขายหรือโตกว่าย อดขายเล็กน้อยราคาหุ้นน่าจะ ขึ้นได้เร็วกว่าหรือไม่ในาภ วะที่เศรษฐกิจไม่แย่และหนี้ ไม่กลายเป็นหนี้เสีย
หรือพูดแบบนี้ได้ไหม ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่-->เก็บหน ี้ได้-->กำไรโตเร็ว-->หุ้นข ึ้นเยอะ
เศรษฐกิจไม่แย่-->หนี้สูญ-- >กำไรหดหาย-->หุ้นลงเยอะ
สรุปคือในภาวะที่เรามองว่าไ ม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจหุ้นที ่มีลูกหนี้เยอะก็สามารถเป็น การลงทุนที่ upside เยอะได้เมื่อเทียบกับ downside และตลาดอาจจะให้ pe สูงด้วยถ้าหุ้นนั้น high growth
- ธุรกิจที่ขยายตัวโดยที่มีลู กหนี้การค้าเยอะหรือมีระยะเ วลาเก็บหนี้นาน เมื่อขายถึงจุดหนึ่งจะต้องใ ช้ working cap เพิ่มเรื่อยๆ ซึ่งจะนำมาซึ่ง D/ E ที่สูงขึ้น ปันผลลดลงและอาจจะเพิ่มทุน แต่ปัญหานี้จะลดลงไปมากหากอีกข าหนึ่งคือบริษัทก็สามารถมีร ะยะเวลาการจ่ายเงินให้กับ supplier ที่นานตามไปด้วย ซึ่งก็จะ match กันพอดี แต่ตัวที่ระยะเวลาการเก็บเง ินจากลูกหนี้นานๆ แต่ต้องจ่าย supplier เร็วอย่างนี้ก็จะลำบากครับ นอกจากนี้การมีลูกหนี้การค้ ามากๆ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ในงบ ดุลหรือเทียบกับกำไรก็จะเสี ่ยงมากหากเกิดวิกฤติแบบปี 40 ครับเพราะจะเกิดหนี้เสียจำน วนมาก และปกติลูกหนี้การค้าที่เพิ ่มขึ้นมักจะถูก finance ด้วยเงินกู้ระยะสั้น bank O/ D ซึ่งในช่วงวิกฤติดอกเบี้ยมักจะ สูงขึ้นมากจึงทำให้ต้นทุนกา รมีลูกหนี้การค้ามากๆ นั้นยิ่งสูงขึ้นไปอีกครับ
11.กรณีของ advanc ที่สมัยก่อนนานมากแล้วเคยมี pe 30-40 เท่าแต่ยอดใช้โทรศัพท์ในประ เทศไทยน้อยมาก พอคนหันมาใช้โทรศัพท์กันเยอ ะขึ้นก็ทำให้หุ้น advanc ขึ้นมาเยอะมากๆแม้ว่า pe จะแพงมากแล้วก็ตาม จนถึงจุดนึงหุ้น advanc กำไรก็แทบไม่โตอีกเลย ประเด็นคือหลังจากที่กำไรแท บไม่โตตลาดควรจะให้ pe ของ advanc ที่เท่าไหร่นั้นคงขึ้นอยู่ก ับ
payout ratio เนื่องจากว่ามันเป็นตัวการั นตีผลตอบแทนให้กับนักลงทุนถ ้าตลาดให้ pe 15 ปันผลต่อปีก็ 6.6% ผมคิดว่าถ้า advanc ไม่มีปันผลแบบนี้หนุนเอาไว้ สำหรับหุ้นที่ไม่โตตลาดคงให ้ pe ไม่ถึง 10 เท่า
ที่นี้คำถามต่อมาก็คือ หุ้นเช่น cpall bgh ที่ถือว่าเป็นหุ้นเติบโตที่ ได้ปันผลไม่ค่อยเยอะ เช่นได้ปันผลน้อยเลยเมื่อเท ียบกับหุ้น advanc แต่ตลาดให้ pe สูงกว่าเมื่อถึงจุดที่ cpall bgh หยุดโต ถ้าสองตัวนี้ไม่หันมา pay out ระดับ 100% เหมือน advanc คงจะมีโอกาศได้ pe ต่ำกว่า 10 เท่าไม่ทราบว่ามีความเห็นอย ่างไรครับ
- ก็เป็นไปได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นที่จะโตได้มาจาก 2 ทางครับ คือ volume growth กับ price growth ซึ่ง advanc ในช่วงอิ่มตัวมากๆ ก็อาจจะไม่สามารถโตได้ทั้ง 2 ทาง ทำให้กำไรอาจจะคงที่ไปเลยเห มือนหุ้นพวก utility เช่น โรงไฟฟ้าทำให้มีสภาพคล้ายๆ bond ในขณะที่หุ้นอย่าง cpall หรือ bgh ในจุดที่ไม่ขยายหรือ volume ไม่โตแล้วแต่ก็ยังสามารถปรั บราคาขายหรือค่าบริการได้ใน อัตราเดียวกับเงินเฟ้อหรือม ากกว่า จึงทำให้อาจจะสามารถโตเท่าก ับหรือมากกว่า inflation ได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ใน ช่วงอิ่มตัวของ cpall หรือ bgh ก็ยังอาจจะมีการเติบโตของกำ ไรมากกว่าครับ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลนั้น มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมาก กว่าเงินเฟ้อ 1-2% ต่อปีครับ โดยเราจะเห็นได้จากโรงพยาบา ลบางแห่งที่ไม่มีการขยายเลย แต่ก็ยังมีการเพิ่มขึ้นของก ำไรได้จากการปรับราคาค่ารัก ษาพยาบาลเพิ่มขึ้น อย่างเช่นกรณีของ NTV เป็นต้นครับ
หุ้นประเภท economic cyclical นั้นไม่ได้มี five force model ที่ดีมากนักเนื่องจากจะถูกก
ที่นี้ หุ้นแต่ละตัวก็คงจะมี model ที่แตกต่างกันรวมไปถึง pe ที่แตกต่างกันด้วย
เท่าที่สังเกตุมีหุ้นที่ pe ค่อนข้างจะสูงอยู่สองตัวคือ
ผมดูแล้วมีความคล้ายกันในแ่
คำถามคือ
1 roe ที่สูงโดยเฉลี่ยน่าจะมีส่วน
- ครับ ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ หุ้นที่มี roe ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหลายตัว
2.stanly มี roe ที่สูงและ d/e ที่ต่ำแต่ sat มี roe ที่สูงและ d/e ที่สูง
นั้นแสดงว่า roe ของ sat มีโอกาศเกิดจากการที่ใช้ equity น้อยเมื่อเทียบกับ debt
ดังนั้น roe ของ sat คุณภาพไม่น่าจะสู้ของ stanly ได้ ไม่ทราบว่าคิดว่าเกี่ยวหรือ
- ถ้า ROE เท่ากัน หุ้นที่ D/
3.ในทางกลับกันถ้าเราเจอบริ
- ต้องดูประเภทธุรกิจด้วยครับ
อีกธุรกิจหนึ่งที่มี operating risk สูงแต่กลับมี D/
อีกพวกที่ มี high operating risk แต่ high p/
4.การดู roe ของหุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ถ้า Roe สูงแต่ inventory turnover ต่ำก็จะทำให้การเติบโตต้องใ
5.ในทางกลับกันการตีค่าของ pe ที่ตลาดให้ในหุ้นอิเล็กทรอน
กรณีนี้นำมาซึ่งคำถามคือ
5.1ถ้า kce สามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้
- ที่ kce มี p/e ไม่สูงนัก น่าจะมาจาก 2 สาเหตุหลัก อย่างแรกคือ D/
5.2ในทางกลับกันดูเหมือน smt จะ pe สูงมากทั้งๆที่เพิ่งเข้าตลา
- ดาราที่รับงาน presentor มากที่สุด อาจจะไม่ใช่ดาราที่หน้าตาดี
6.กรณีหุ้น cpf นั้นทำให้ได้เห็นว่าหุ้น cycle ในยุคหลังได้เปลี่ยนไปเพราะ
ในทางกลับกันบริษัทแพ็คเกจจ
ดูเหมือนกับว่าหลักการซื้อห
ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรคร
- CPF ถ้ามอง 5-10 ปีย้อนหลังจะเห็นว่ารายได้เ
7.ในมุมกลับกันหุ้น psl ที่ต้นปี 2003 มีกำไรปี 2002 ประมาณ 400 กว่าล้าน market cap 500 เศษๆ pe ก็แค่ 1 เท่าเศษและหุ้นขึ้น 20 กว่าเด้งในปีเดียว ถึงแม้กำไรปี 2004 จะโตต่อจาก ปี 2003 แต่หุ้นก็ไม่ได้ขึ้นต่อแล้ว
ซึ่งต่างจากหลักการที่คนส่ว
ไม่ทราบมีมุมมองว่าอย่างไรค
- Psl นั้นมาจากจุดที่นักลงทุนแทบ
ถ้าเรามาดูในปัจจุบันแม้ว่า
8 ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ
ผมยกตัวอย่างนะครับ sat ตอนนั้น d/e 1.48 เท่าในขณะที่ stanly มี d/e 0.24 เท่าสำหรับงบปี 2551 แต่ sat ขึ้นจาก bottom 10 เด้ง stanly 4 เด้งกว่า
พอมาดูในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอ
หรืออย่างการบินไทย ตอนนั้นสภาพคล่องแทบเอาตัวไ
โดยส่วนตัวผมคิดว่าในเวลาที
ไม่ทราบว่าคุณ ih มีความเห็นอย่างไรในประเด็น
- การขายหุ้น defensive ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน
9.เรื่องของ model dcf ที่แปลงเป็นค่า pe เช่น
ถ้าบริษัทได้เจ้าหนี้การค้า
- ก็เป็นประเด็นที่ดีครับ เต็มที่ก็ปันผลได้เท่ากับกำ
แต่สิ่งที่ตลาดให้ pe กับหุ้นค้าปลีกก็คือให้สูงซ
สิ่งที่ผมคิดคือการที่บริษั
- ผมคิดว่า p/
10.ในมุมกลับกัน model dcf ที่ว่าถ้ามีลูกหนี้การค้าน้
ผมเลยมองว่าถ้าดูจาก model dcf ลูกหนี้เยอะเป็นสิ่งที่จะกด
แต่ในแง่ของนักลงทุนส่วนใหญ
หรือพูดแบบนี้ได้ไหม ถ้าเศรษฐกิจไม่แย่-->เก็บหน
เศรษฐกิจไม่แย่-->หนี้สูญ--
สรุปคือในภาวะที่เรามองว่าไ
- ธุรกิจที่ขยายตัวโดยที่มีลู
11.กรณีของ advanc ที่สมัยก่อนนานมากแล้วเคยมี
payout ratio เนื่องจากว่ามันเป็นตัวการั
ที่นี้คำถามต่อมาก็คือ หุ้นเช่น cpall bgh ที่ถือว่าเป็นหุ้นเติบโตที่
- ก็เป็นไปได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นที่จะโตได้มาจาก 2 ทางครับ คือ volume growth กับ price growth ซึ่ง advanc ในช่วงอิ่มตัวมากๆ ก็อาจจะไม่สามารถโตได้ทั้ง 2 ทาง ทำให้กำไรอาจจะคงที่ไปเลยเห
Subscribe to:
Posts (Atom)


